Call Center 082-031-1590

ตะกร้าสินค้า
รายการสินค้าทั่วไป
ไม่มีสินค้าทั่วไปในตะกร้า

รายการสินค้าที่ต้องปรึกษาเภสัช
ไม่มี รายการสินค้าที่ต้องปรึกษาเภสัช
ราคารวม
0.00
บาท

ไปหน้าตะกร้าสินค้า

กำลังดำเนินการค้นหาสินค้า
กรุณารอสักครู่...

บทความล่าสุด

ผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีน COVID-19

22 มิถุนายน 2568

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตในประชากร อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับวัคซีนอื่นๆ วัคซีน COVID-19 อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงบางประการ ซึ่งโดยส่วนมากเป็นอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายในไม่กี่วัน ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย หลังจากได้รับวัคซีน COVID-19 ผู้รับวัคซีนอาจพบอาการต่อไปนี้:อาการบริเวณที่ฉีด: ปวด บวม แดง หรือรู้สึกร้อนบริเวณแขนที่ฉีดวัคซีนอาการทั่วไป: มีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือหนาวสั่นอาการคล้ายไข้หวัด: เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย (พบได้น้อย) อาการเหล่านี้แสดงถึงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เริ่มทำงานหลังได้รับวัคซีน ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าวัคซีนเริ่มกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส ผลข้างเคียงที่พบไม่บ่อยแต่ควรเฝ้าระวังอาการแพ้วัคซีน: เช่น ผื่น ลมพิษ หรืออาการหายใจลำบาก ซึ่งมักเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis): พบได้ในเพศชายวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มที่ได้รับวัคซีนชนิด mRNA โดยอาการจะเริ่มภายในไม่กี่วันหลังฉีด เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ: พบได้น้อยมากในวัคซีนบางชนิด เช่น วัคซีนไวรัลเวกเตอร์ (viral vector) โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุน้อย ข้อควรปฏิบัติหลังรับวัคซีนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆหากมีอาการไข้หรือปวด สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลได้ตามคำแนะนำสังเกตอาการผิดปกติ เช่น หายใจไม่ออก เจ็บหน้าอก หรือผื่นลมพิษภายใน 48 ชั่วโมง และรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรง สรุป แม้ว่าการฉีดวัคซีน COVID-19 อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบางประการ แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวและไม่เป็นอันตราย การฉีดวัคซีนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องตัวเราและสังคมจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการแพร่ระบาดของไวรัส ดังนั้น ประชาชนควรรับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรหวาดกลัวโดยไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง

อ่านต่อ

ดูอย่างไรถึงใช่...ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

22 พฤษภาคม 2568

ดูอย่างไรถึงใช่...ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ‘น้ำตาล’ และ ‘คาร์โบไฮเดรต’ นับเป็นสารอาหารหลักที่ร่างกายขาดไม่ได้ และยังเป็นส่วนผสมสำคัญที่ประกอบอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มแทบทุกเมนู แต่หากบริโภคมากเกินความจำเป็นต่อวัน อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น จนนำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ รู้จักกับ “ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง” ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หรือหากวัดด้วยเครื่องวัดระดับน้ำตาลจะได้ผลที่มีค่าสูงเกิน 100 มก./ดล. (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) หลังอดอาหาร 8 ชม. ซึ่งหากปล่อยไว้ ไม่ทำการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้ในอนาคต ความผิดปกติของอินซูลิน...สาเหตุของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยปกติแล้ว หลังจากที่เราทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน “อินซูลิน” จากตับอ่อน ทำหน้าที่นำน้ำตาลในหลอดเลือดไปเผาผลาญเป็นพลังงานให้กับเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ ซึ่งจะควบคุมให้ร่างกายรักษาระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ แต่ในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ตับอ่อนจะไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้เต็มที่ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ลดลง อย่างไรก็ตาม ในคนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็อาจเกิดภาวะดื้ออินซูลินได้เช่นกัน โดยอาจเกิดจากปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือเป็นโรคบางอย่างได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ในเวลาสั้นๆ ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาไม่ทัน ขาดการออกกำลังกาย ร่างกายไม่นำน้ำตาลที่สะสมอยู่ออกมาใช้เป็นพลังงาน มีภาวะเครียดสะสม ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล กระตุ้นให้ร่างกายปล่อยน้ำตาลออกมาเป็นพลังงานฉับพลัน ยิ่งเครียดมาก น้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสูงตาม ร่างกายติดเชื้อ เป็นโรคที่เกี่ยวกับตับ เช่น ตับอ่อนอักเสบ หรือมะเร็งตับ ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ได้รับยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยากดภูมิคุ้มกัน ยาขับปัสสาวะ สัญญาณเตือน! ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง กระหายน้ำมาก ต้องดื่มน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปวดศีรษะ มีปัญหาทางสายตา หรือมองเห็นไม่ชัด (ภาวะเบาหวานขึ้นตา) หอบเหนื่อยง่าย ซึ่งหากปล่อยไว้ ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ร่างกายจะเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากการสะสมของสารคีโตน (เมื่อร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ ตับจึงเผาผลาญไขมันมาเป็นพลังงานแทน ทำให้ได้สารคีโตนออกมา เมื่อคีโตนในเลือดสูง จึงเกิดเป็นภาวะเลือดเป็นกรด) ส่งผลให้อาการของผู้ป่วยรุนแรงกว่าเดิม เช่น รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวลด ปากแห้งแตก แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย บางรายอาจมีอาการรุนแรง รู้สึกสับสน งุนงง และหมดสติได้ ทั้งนี้สัญญาณเตือนเหล่านี้อาจไม่ได้แสดงให้เห็นในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทุกราย ดังนั้นการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำจึงช่วยบ่งบอกภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ ระดับน้ำตาลเท่าไหร่ถึงไม่ปกติ? วิธีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมที่สุดต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงก่อนตรวจ ผลที่ได้ออกมาจะเป็นค่ามิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งสามารถอ่านค่าได้ ดังนี้ ค่าระดับน้ำตาลอยู่ระหว่าง 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าอยู่ในระดับปกติ ค่าระดับน้ำตาลอยู่ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าเป็นผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ค่าระดับน้ำตาลมากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรักษาได้...แค่เปลี่ยนพฤติกรรม ในการรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ซึ่งในขั้นต้นสามารถรักษาได้โดย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เช่น ลดการทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง ร่วมกับดื่มน้ำให้มากขึ้น ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ควรระวังในการเลือกประเภทของการออกกำลังกาย โดยสามารถขอคำแนะนำได้จากแพทย์ผู้ดูแลเพิ่มเติม ปรึกษาแพทย์ก่อนทานยาบางชนิด เพื่อหลีกเลี่ยงการทานยาที่ส่งผลต่อระดับอินซูลินในร่างกาย หมั่นจดบันทึกและตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูเฝ้าระวังความผิดปกติของร่างกาย ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และพบแพทย์เป็นประจำ หากพบความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาเพิ่มเติม ทั้งนี้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเป็นประจำ ร่วมกับตรวจร่างกายเป็นประจำ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต นอกจากนี้เรายังสามารถรับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันความรุนแรงของโรคร้ายในอนาคตได้เช่นกัน

อ่านต่อ

ไมเกรน...อาการปวดหัวที่ตัวเราเลี่ยงได้

22 พฤษภาคม 2568

ไมเกรน...อาการปวดหัวที่ตัวเราเลี่ยงได้ อาการปวดหัวตุ้บๆ หรือปวดหัวข้างเดียว เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เป็นมันอยู่ไม่น้อย ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกเรียก “ไมเกรน” สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และแต่ละคนก็ได้รับสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในวัยทำงาน และในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า แต่เพราะอะไร? เรามาทำความเข้าใจกัน! ทำความรู้จักกับ “ไมเกรน” ไมเกรน (Migraine) เป็นโรคทางสมองอย่างหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของระดับสารเคมีในสมอง ทำให้ก้านสมองหรือเซลล์สมองทำงานผิดปกติ โดยมีลักษณะอาการที่สังเกตได้ชัดเจน คือ มีอาการปวดหัวหรือปวดขมับข้างเดียว ปวดทั้ง 2 ข้าง หรือปวดหัวสลับข้างกัน จะมีอาการปวดเป็นพักๆ และจะมาแบบเป็นๆ หายๆ ซึ่งมักจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้

อ่านต่อ

บทความสุขภาพ

ดูทั้งหมด

ท้องเสีย สาเหตุและวิธีการ ดูแลตัวเองเบื้องต้น

22 พฤษภาคม 2568

ท้องเสีย เป็นอีกหนึ่งอาการที่ใครหลายคนพบเจอบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อลองทานอาหารที่ไม่เคยทานมาก่อน แต่อาการท้องเสียนั้น ไม่ใช่ว่าอุจจาระเหลวก็เรียกว่าท้องเสียได้เลย แต่อาการท้องเสียนั้น มีภาพรวมที่ชัดเจน นั่นก็คือ อาการของการถ่ายเหลวและเป็นน้ำที่บ่อยกว่าปกติ โดยทั่วไปอาการท้องเสียจะเกิดจากไวรัสหรือบางครั้งจะเกิดจากอาหารปนเปื้อน บางครั้งอาการท้องเสียอาจเป็นสัญญาณของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ลำไส้อักเสบหรือโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งอาการท้องเสียนั้น จะได้แก่ การอุจจาระบ่อย โดยเป็นเนื้อเหลวหรือเป็นน้ำ รวมถึงปวดท้องร่วมด้วย โดยส่วนใหญ่แล้ว อาการท้องเสียนั้นจะสามารถหายได้เอง แต่หากมีการติดเชื้อ ในบางรายจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย หรือหากบางครั้งมีอาการรุนแรงมากก็ต้องให้น้ำเกลือร่วมกับการรักษาด้วย อาการท้องเสียมักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด หรือในอาหารและน้ำดื่มมีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการท้องเสียนั่นเอง ซึ่งเชื้อเหล่านี้มักจะ ปนเปื้อนมากับอาหารและน้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งที่มือของเราเองจากการหยิบหรือจับสิ่งสกปรกมาก่อน นอกจากนี้ ความเครียดวิตกกังวล ก็สามารเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ หรือเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มากเกินไปก็ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน หรือแม้แต่การแพ้อาหาร บางชนิด จะเห็นได้ว่า อาการท้องเสียนั้นมีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมาจากอาหารการกิน เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ดังนั้นอาการท้องเสียจากอาหารมักเป็น โรคยอดฮิตของคนไทยไปโดยปริยาย การดูแลตัวเองไม่ให้ท้องเสียและแนวทางรักษาอาการท้องเสียรับประทานยาบรรเทาอาการท้องเสียเมื่อเกิดอาการท้องเสีย ควรดื่มน้ำหรือน้ำผสมเกลือแร่สำหรับคนท้องเสีย เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำในร่างกายเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภท หมัก ดอง หรือร้านค้าที่คุณดูแล้วว่าไม่มีความสะอาดมากพอ หรืออาจมีเชื้อแบคทีเรียได้ล้างมือบ่อย ๆ และล้างมือก่อนทานอาหารทุกครั้งรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุและวิธีการในการรักษาอาการท้องเสียได้ และที่สำคัญหากการได้รับคำแนะนำที่ดีจากเภสัชกรก็จะช่วยให้คุณได้รักษาอาการท้องเสียอย่างตรงจุดมากขึ้นอีกด้วย

อ่านต่อ

ไมเกรน...อาการปวดหัวที่ตัวเราเลี่ยงได้

22 พฤษภาคม 2568

ไมเกรน...อาการปวดหัวที่ตัวเราเลี่ยงได้ อาการปวดหัวตุ้บๆ หรือปวดหัวข้างเดียว เป็นสิ่งที่สร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เป็นมันอยู่ไม่น้อย ซึ่งอาการเหล่านี้ถูกเรียก “ไมเกรน” สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และแต่ละคนก็ได้รับสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในวัยทำงาน และในเพศหญิงมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า แต่เพราะอะไร? เรามาทำความเข้าใจกัน! ทำความรู้จักกับ “ไมเกรน” ไมเกรน (Migraine) เป็นโรคทางสมองอย่างหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของระดับสารเคมีในสมอง ทำให้ก้านสมองหรือเซลล์สมองทำงานผิดปกติ โดยมีลักษณะอาการที่สังเกตได้ชัดเจน คือ มีอาการปวดหัวหรือปวดขมับข้างเดียว ปวดทั้ง 2 ข้าง หรือปวดหัวสลับข้างกัน จะมีอาการปวดเป็นพักๆ และจะมาแบบเป็นๆ หายๆ ซึ่งมักจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้

อ่านต่อ

ผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีน COVID-19

22 มิถุนายน 2568

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราการเสียชีวิตในประชากร อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับวัคซีนอื่นๆ วัคซีน COVID-19 อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงบางประการ ซึ่งโดยส่วนมากเป็นอาการไม่รุนแรงและหายได้เองภายในไม่กี่วัน ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย หลังจากได้รับวัคซีน COVID-19 ผู้รับวัคซีนอาจพบอาการต่อไปนี้:อาการบริเวณที่ฉีด: ปวด บวม แดง หรือรู้สึกร้อนบริเวณแขนที่ฉีดวัคซีนอาการทั่วไป: มีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือหนาวสั่นอาการคล้ายไข้หวัด: เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย (พบได้น้อย) อาการเหล่านี้แสดงถึงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เริ่มทำงานหลังได้รับวัคซีน ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงว่าวัคซีนเริ่มกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัส ผลข้างเคียงที่พบไม่บ่อยแต่ควรเฝ้าระวังอาการแพ้วัคซีน: เช่น ผื่น ลมพิษ หรืออาการหายใจลำบาก ซึ่งมักเกิดภายใน 30 นาทีหลังฉีด ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis): พบได้ในเพศชายวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มที่ได้รับวัคซีนชนิด mRNA โดยอาการจะเริ่มภายในไม่กี่วันหลังฉีด เช่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ หรือหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ: พบได้น้อยมากในวัคซีนบางชนิด เช่น วัคซีนไวรัลเวกเตอร์ (viral vector) โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุน้อย ข้อควรปฏิบัติหลังรับวัคซีนพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆหากมีอาการไข้หรือปวด สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลได้ตามคำแนะนำสังเกตอาการผิดปกติ เช่น หายใจไม่ออก เจ็บหน้าอก หรือผื่นลมพิษภายใน 48 ชั่วโมง และรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรง สรุป แม้ว่าการฉีดวัคซีน COVID-19 อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงบางประการ แต่ส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวและไม่เป็นอันตราย การฉีดวัคซีนยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องตัวเราและสังคมจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการแพร่ระบาดของไวรัส ดังนั้น ประชาชนควรรับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรหวาดกลัวโดยไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง

อ่านต่อ

บทความการแพทย์

ดูทั้งหมด

ดูอย่างไรถึงใช่...ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

22 พฤษภาคม 2568

ดูอย่างไรถึงใช่...ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ‘น้ำตาล’ และ ‘คาร์โบไฮเดรต’ นับเป็นสารอาหารหลักที่ร่างกายขาดไม่ได้ และยังเป็นส่วนผสมสำคัญที่ประกอบอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มแทบทุกเมนู แต่หากบริโภคมากเกินความจำเป็นต่อวัน อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น จนนำไปสู่ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ รู้จักกับ “ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง” ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หรือหากวัดด้วยเครื่องวัดระดับน้ำตาลจะได้ผลที่มีค่าสูงเกิน 100 มก./ดล. (มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) หลังอดอาหาร 8 ชม. ซึ่งหากปล่อยไว้ ไม่ทำการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานได้ในอนาคต ความผิดปกติของอินซูลิน...สาเหตุของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โดยปกติแล้ว หลังจากที่เราทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน “อินซูลิน” จากตับอ่อน ทำหน้าที่นำน้ำตาลในหลอดเลือดไปเผาผลาญเป็นพลังงานให้กับเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อ ซึ่งจะควบคุมให้ร่างกายรักษาระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ แต่ในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ตับอ่อนจะไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้เต็มที่ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ลดลง อย่างไรก็ตาม ในคนปกติที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็อาจเกิดภาวะดื้ออินซูลินได้เช่นกัน โดยอาจเกิดจากปัจจัยด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือเป็นโรคบางอย่างได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป ในเวลาสั้นๆ ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาไม่ทัน ขาดการออกกำลังกาย ร่างกายไม่นำน้ำตาลที่สะสมอยู่ออกมาใช้เป็นพลังงาน มีภาวะเครียดสะสม ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล กระตุ้นให้ร่างกายปล่อยน้ำตาลออกมาเป็นพลังงานฉับพลัน ยิ่งเครียดมาก น้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสูงตาม ร่างกายติดเชื้อ เป็นโรคที่เกี่ยวกับตับ เช่น ตับอ่อนอักเสบ หรือมะเร็งตับ ทำให้ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ได้รับยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ยากดภูมิคุ้มกัน ยาขับปัสสาวะ สัญญาณเตือน! ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง กระหายน้ำมาก ต้องดื่มน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปวดศีรษะ มีปัญหาทางสายตา หรือมองเห็นไม่ชัด (ภาวะเบาหวานขึ้นตา) หอบเหนื่อยง่าย ซึ่งหากปล่อยไว้ ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ร่างกายจะเกิดภาวะเลือดเป็นกรดจากการสะสมของสารคีโตน (เมื่อร่างกายไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ ตับจึงเผาผลาญไขมันมาเป็นพลังงานแทน ทำให้ได้สารคีโตนออกมา เมื่อคีโตนในเลือดสูง จึงเกิดเป็นภาวะเลือดเป็นกรด) ส่งผลให้อาการของผู้ป่วยรุนแรงกว่าเดิม เช่น รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวลด ปากแห้งแตก แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย บางรายอาจมีอาการรุนแรง รู้สึกสับสน งุนงง และหมดสติได้ ทั้งนี้สัญญาณเตือนเหล่านี้อาจไม่ได้แสดงให้เห็นในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงทุกราย ดังนั้นการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำจึงช่วยบ่งบอกภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ ระดับน้ำตาลเท่าไหร่ถึงไม่ปกติ? วิธีการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่เหมาะสมที่สุดต้องงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงก่อนตรวจ ผลที่ได้ออกมาจะเป็นค่ามิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งสามารถอ่านค่าได้ ดังนี้ ค่าระดับน้ำตาลอยู่ระหว่าง 70-100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าอยู่ในระดับปกติ ค่าระดับน้ำตาลอยู่ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าเป็นผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ค่าระดับน้ำตาลมากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรักษาได้...แค่เปลี่ยนพฤติกรรม ในการรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ซึ่งในขั้นต้นสามารถรักษาได้โดย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เช่น ลดการทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง ร่วมกับดื่มน้ำให้มากขึ้น ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ควรระวังในการเลือกประเภทของการออกกำลังกาย โดยสามารถขอคำแนะนำได้จากแพทย์ผู้ดูแลเพิ่มเติม ปรึกษาแพทย์ก่อนทานยาบางชนิด เพื่อหลีกเลี่ยงการทานยาที่ส่งผลต่อระดับอินซูลินในร่างกาย หมั่นจดบันทึกและตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูเฝ้าระวังความผิดปกติของร่างกาย ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง และพบแพทย์เป็นประจำ หากพบความผิดปกติของระดับน้ำตาลในเลือด ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาเพิ่มเติม ทั้งนี้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเป็นประจำ ร่วมกับตรวจร่างกายเป็นประจำ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต นอกจากนี้เรายังสามารถรับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันความรุนแรงของโรคร้ายในอนาคตได้เช่นกัน

อ่านต่อ